Teesit's profile. . . Z i i T . . .PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    1/19/2009

    ย้ายบ้าน

    ประกาศๆๆ ตอนนี้ได้ย้านบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ววว บ้านใหม่คือ www.ikaew.com
     
    อย่าลืมเข้าไปเยี่ยมชมกันด้วยน่อ ...
     
    ท้ายที่สุดก็ต้องบอกว่าบ๊ายบายยย Spaces ขอบคุณที่เป็นที่พักอาศัยมาตั้งหลายปี :)
    9/9/2008

    The 7 Habits

     

    ช่วงวันที่ 8-10 กันยาที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปอบรม Course The Seven Habits of Highly Effective People สำหรับพนักงานตลาดหลักทรัพย์

    ที่โรงแรม Swiss?tel Le Concorde ตรงรัชดา จริงๆคอร์สนี้มีอยุ่เรื่อยๆมานานแล้ว (รุ่นนี้รุ่นที่ 26) แต่เวลาและโอกาสเพิ่งจะเอื้ออำนวย (โทษไปเรื่อยอ่ะ)

     

    ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะได้อะไรซักเท่าไหร่ เพราะว่าเรื่องเกี่ยวกับมุมมอง การตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ  พวกปรัชญา หรือแนวความคิดที่คนอื่นๆเค้าพูดกัน

    มันมักจะไม่ถูกใจ ไม่สามารถนำมาใช้กับตัวเองได้ ยิ่งบางแนวคิดนี่ออกๆจะต่อต้านซะด้วยซ้ำไป ยิ่งพวกแนว Successfully Story ทั้งหลายนี่จะไม่ค่อยกินเส้นกัน

    แต่จากที่เทรนมาสองวัน (ณ ตอนเขียนวรรคนี้) ยังรู้สึกประทับใจในแนวคิดนี้หลายๆเรื่อง อย่างน้อยก็ทำให้ไม่รู้สึกต่อต้าน เพราะมันไม่ได้มาบอกว่าเราต้องทำอะไร

    ไม่มีถูกหรือผิด เพียงแต่ให้เราคิด ตัดสินใจ วางแผนให้มากขึ้น ซึ่งผลสุดท้ายแล้วเราอาจจะตอบสนองมันไปเหมือนเดิม (ตอนที่ไม่ได้คิดอะไรให้มันวุ่นวาย) ก็ได้

    แต่หลายๆเรื่องสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ อย่างเช่นเรื่องการตัดสินคน/การกระทำเมื่อแว๊บแรกที่เราเห็น อาจส่งผลต่อกริยาที่เราแสดงออกไป ถ้าสิ่งที่เราคิด

    นั้นไปในทางบวกก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นไปในแง่ลบเราควรคิด ก่อนซักเล็กน้อยก่อนที่จะ Response มันออกไป แต่ซึ่งถ้าเราคิดแล้วแล้วเห็นว่ามันลบจริงๆ

    ก็แสดงออกอย่างที่เราอยากทำมันต่อไป แต่อาจจะมีบ้างที่มันคงทำให้เรามองเห็นว่าสิ่งที่เราเห็นนั้นจริงๆไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ...

     

    อีกอย่างคือการมีเป้าหมายก่อนที่จะลงมือทำ .. เพื่อที่จะได้รู้ว่าจะทำอะไร ด้วยวิธีการไหน เป้าหมายถึงจะสำเร็จ ... อันนี้ถ้าเป็นเรื่องเรียนหรือเรื่องงานค่อนข้างจะชัด

    เพราะบางคร้งเป้าเหมายก็ถูกกำหนดมาจากคนอื่น จากสังคม จากกฏเกณฑ์อย่างกลายๆ ทำให้เรามองเห็นก่อนจะทำอยู่แล้ว เรียนให้ได้เกรดดีๆ ทำงานนู่นนี่ให้ทัน

    ตามกำหนดเวลา .. แต่มันก็มีอีกด้านของตัวเองที่อยากทำอะไรไปตามอารมณ์ ไม่มีเป้าหมายมากมาย ไม่มีเหตุผลรับรองตอนทำ (แต่หาที่หลังได้ไม่ยาก)

    ... ถ้ามีคำถามว่า อยากให้คนพูดถึงเรายังไงเมื่อเราตายไปแล้ว ? ... แล้วเราจะทำอย่างใรถึงจะเป็นอย่างที่เราอยากได้ (อันนี้ความรู้สึกอีกด้านกำลังบอกว่า

    แล้วสนใจอะไรกับคนอื่นล่ะ ? แค่เรามันใจว่าถึงเวลานั้นแล้วเราไม่เสียใจก็พอ เรามีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาก็พอแล้วไม่ใช่หรอ) อันนี้ต้องมา Discuss

    (กับตัวเอง) กันอีกยาวว ..

     

    เรื่องต่อมาที่ชอบคือเรื่องการแบ่งลำดับความสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เร่งด่วนกมากกว่าสิ่งที่สำคัญ ...

    ซึ่งบางครั้งทำให้เราทำอะไรที่เร่งด่วนๆทั้งหลายโดยที่มันไม่มีความจำเป็นต้องทำคือไม่ไม่สำคัญ (ส่วนเรื่องที่ทั้งสำคัญและเร่งด่วนก็ทำไปเถอะ) และเราควรจะอยู่

    กับสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งที่เร่งด่วน อันนี้ค่อนข้างเห็นได้ชัด ลองได้อยู่กับอะไรเร่งด่วนๆตลอดเวลา มันเหมือนมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าปกติ

    คล้ายไปอยู่ดาวอังคาร (มันหนักกว่าใช่ป่ะ) มันทำให้เราเหนื่อย ถ้าสามารถทำสิ่งที่สำคัญได้แต่เนิ่นๆ หรือล่วงหน้า พอถึงเวลามันก็แค่สำคัญ

    แต่ไม่เร่งด่วนแล้วเพราะเราทำเสร็จหมดแล้ว ...

     

    อีกเรื่องนึงคือการ Think Win-Win อันนี้รู้มานานมากแล้วว่าควรทำแต่เอาเข้าจริงยังนำไปปฏิบัติได้ยากอยู่ เพราะการคิดอะไรเผื่อคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง

    มันขัดกับสิ่งที่ปฏิบัตืมาอย่างเสม่ำเสมอ .. คือโดยปกติเราต้องหาทางให้เราทำสำเร็จก่อน ถึงจะคิดต่อว่าช่วยให้คนอื่นสำเร็จด้วยได้มั๊ย.. ซึ่งมันก็ดี

    แต่ถ้าคิดถึงคนอื่นก่อนเลยว่ามี win win รึป่าวเนี่ยคงต้องฝึก ? แต่ก็ไม่ใช่ทุก Case และไม่ใข่กับทุกคนที่เราจะคิดแบบนี้ได้ ..

     

    9/6/2008

    Each Value Of Life *~

     

    ไม่ได้เข้ามาอัพเดทเรื่องราวของชีวิตนานเลย ... แป๊บๆ ก็เข้าสู่สี่เดือนสุดท้ายขอปีอีกแล้ววว

    เดือนสืงหาที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายยย

    เริ่มจากต้นเดือน ... อาทิตย์แรกก็ได้มีอะไรตื่นเต้นๆในชีวิตนิดหน่อย (จริงๆไม่หน่อยอ่ะ เรียกว่ามากๆดีกว่า ><~) รายละเอียดจริงๆจังๆคงไม่เขียนอ่ะ แหะๆ

    แต่หลักๆก็คือได้ทำอะไรบางอย่างตามที่ได้คิดไว้ และผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะไปได้ด้วยดี .. เป็นการเริ่มต้นอะไรดีๆให้กับชีวิตอีกครั้ง 

    ได้ไปเดินเล่นสวนสัตว์เปิดเขาเขียว .. ไปเดินเล่นริมทะเล .. นั่งรอพระอาทิตย์ตกเล็กน้อย ก่อนกลับมาสู่โลกเห่งความเป็นจริงอีกครั้ง ... ^^

      IMG_0783 IMG_0745 IMG_0777_E IMG_0736

    อีกวันนึงของเดือนนี้คือรู้สึกมีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ทั้งโอลิมปีกที่จีน กับการมีชีวิตผ่านพ้นวันที่ 08/08/2008 ไปได้ (อย่างกะต้องเอาชีวิตรอด)

    ถัดมาอีกอาทิตย์ก็เป็นวันแม่ & วันเกิดแม่ .. ปีนี้ไปกินอะไรกับแม่กับเพื่อนแม่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ให้อะไรแม่อ่ะ (><~ แย่เนอะ)

    IMG_0770 30072008(002) IMG_0871 IMG_0795

    ถัดมาอีกอาทิตย์ก็เป็นวันทดสอบแผนฉุกเฉินของระบบ PTI  (BCP) งานนี้ก็แทบเอาตัวไม่รอด กลับบ้านมาด้วยสภาพย่ำแย่ ผ่านไปได้แบบแผลเหวอะหว่ะ

    มีนู่นี่ผิดพลาดไปเยอะพอสมควร ไปถึงที่ทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่ง เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เที่ยง.. แถมจากระบบ Backup กว่าจะเอากลับเป็น Production

    กว่าจะเสร็จก็สี่โมงกว่า ... นัดเหมือนไว้คร่าวๆประมาณบ่ายสอง - -" ไปถึง .. ห้าโมงกว่า .. เอิ้กๆ

     

    08082008(001) IMG_0791 30072008(003) DSC00006

    สรุปว่าเดือนที่ผ่านมามี activities ทุกอาทิตย์เลยยย ^_^ จริงๆมีเรื่องราวอีกหลายอย่างเลยที่อยากเขียน เดี๋ยวไว้ อัพอีกครั้งเร็วๆนี้ดีกว่า ^^

    อันนี้มันแอบดราฟไว้นานเกินไปแล้ว เขียนต่อไม่ค่อยได้อ่ะ ^^

    ปล.วันนี้(5)วันเกิดพี่ฝน Happy Birthday นะเว้ยยยเอ็ง...

    8/29/2008

    Caterpillar

     
    อยู่ๆได้อ่านข้อความข้างล่างนี้แล้วชอบ ... เลยอยากเอามาเก็บไว้ + อยากให้คนอื่นๆได้อ่านกัน ^_^
     
    Credit . K. BlueMaNia จาก บอร์ด Internal.set
     
    คุณรู้จักหนอนผีเสื้อไหมครับ ???
     
     
    ธรรมชาติของหนอนผีเสื้อ เวลาเดินหาอาหาร มันจะเดินตาม ๆ กันไปครับ ตัวที่เดินนำ ก็จะปล่อยใยบาง ๆ (ใยนี้ เราเรียกมันว่า Silk trail) ออกมา ตัวที่เดินตาม ก็จะคืบคลานตามแนวเส้นใยที่ตัวหน้าทิ้งไว้
     
    พร้อมกับปล่อยเส้นใยของตัวเอง ให้ตัวถัดไปตามมาอีกทอดหนึ่ง หนอนเหล่านี้ ก็จะเดินตามติดกันไปเรื่อย ๆ อย่างไม่คิดมาก จนกลายเป็นแถวยาว ตัวที่เดินนำ มิใช่ฉลาดหรือยิ่งใหญ่แต่ประการใด
     
    แต่เพราะมันบังเอิญ เดินอยู่ข้างหน้าของหนอนทุกตัวเท่านั้นแหละ!
     
     
    ธรรมชาติของหนอนเช่นนี้ ทั้งน่าสงสัย ทั้งน่าแกล้งจริง ๆ ว่าไหมครับ ???
     
     
    หนอนเหล่านี้ ไปกระตุ้นความสนใจใคร่รู้ของนักกีฏวิทยาชื่อก้องโลก นามว่า Jean-Henri Fabre จึงทดลองด้วยการนำหนอนเหล่านี้ มาเดินในกระทะทรงกลมที่มีขอบสูงและบรรจุดินไว้ภายใน
     
    ผลลัพธ์ที่ปรากฏทั้งน่าขันและน่าคิด (ปนน่าสงสารนิด ๆ) คือหนอนเหล่านี้ ค่อย ๆ เดินวนรอบกระทะ หัวท้ายใกล้กันเข้ามาเรื่อย ๆ จนกลายมาเป็นวงกลมในที่สุด
     
    ณ เวลานี้ ไม่มีหนอนตัวหัวแถวและหางแถวอีกต่อไป แต่ทุกตัวยังคงเดินกันเป็นวงกลมติดตามกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่คิดมากเช่นเดิม
     
    หนอนเหล่านี้ เดินดมก้นกันไม่หยุดอยู่ 6 วัน คลานไปทั้งหมด 500 รอบกระทะ รวมระยะทางที่มันกระดื๊บมากกว่า ¼ ไมล์หนอน หรือแปลงเป็นไมล์คนได้ 90 ไมล์ !!!
     
    ที่น่าแปลกไปกว่านั้น คือระหว่างที่หนอนเดินหิวโซอยู่นั้น เฟเบอร์ นำอาหารไปวางอยู่กลางวงกลมหนอนเสียด้วย แต่ก็ไม่มีหนอนตัวใดเดินออกจากแถวเพื่อมากินอาหาร
     
    ทุกตัวยังคงมุ่งมั่นอยู่กับการเดินตามตัวหน้าไปเรื่อย ๆ อย่างมุ่งมั่นและโง่งม
     
     
    สุดท้าย เหล่าหนอนหลุดออกจากวังวนได้ เพราะสมาชิกหนอนเริ่มเหนื่อยและอดตาย จนแถวไม่ปะติดปะต่อ หนอนที่เหลือ จึงรอดมาได้อย่างสะบักสะบอม
     
    เฟเบอร์ให้เหตุผลหลังจบกระบวนการทดลองนี้ว่า “พวกหนอนต่างเดินตามกันไปเรื่อย ๆ เพราะหนอนขาดความสามารถในการหาเหตุผลว่าทำไมมันจึงควรยุติการเดินตาม ๆ กันไปเช่นนั้นเสียที”
     
    หากมีหนอนสักตัว หยุดคิดและเหลียวมองตัวเองว่ากำลังทำอะไรที่ไม่เข้าท่าอยู่หรือไม่ และเปลี่ยนวิถีทางเดินไปยังอาหาร หนอนน้อยและเพื่อนอีกหลายตัวคงมีชีวิตยาวขึ้น
     
    เปลี่ยนจากโลกของหนอนกลับมาสู่โลกของเราครับ ทุกวันนี้ คนเราเอง อาจจะไม่ต่างจากหนอนมากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ ก็ยังคงนิสัยการเดินตาม ๆ กันไป เราตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไร
     
    เพราะว่าคนอื่นเขาทำหรือไม่ทำกันมากกว่า โดยเราอาจจะไม่ได้คิดเลย ว่าวิถีประชาเหล่านั้น ถูกต้องหรือเปล่า สร้างสรรค์หรือเปล่า เรากำลังเดินตามเส้นใยในวังวนที่ไม่มีทางออกเหมือนหนอนตัวหนึ่งอยู่หรือเปล่า
     
    อาจจะมีบ้าง ที่บางห้วงความคิด เราอาจถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ความคิดเช่นนั้นก้อพลันเกิดมาและดับไป มิได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีอันใด ซึ่งหากจะพูดอย่างเป็นธรรมกับหนอน
     
    หนอนเอง ก็อาจจะเคยมีห้วงความคิดเช่นนั้นเช่นกัน หรือต่อให้ไม่เคยคิดเลย ผลลัพธ์ระหว่างคนที่คิดได้แต่ไม่กระทำ กับหนอนที่คิดอะไรไม่ได้เลย ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ดังนั้น แค่คิดอย่างเดียวนั้น
     
    ดูจะไม่เพียงพอเลยในการใช้ชีวิตให้เหนือหนอน
     
     
    หากกาลิเลโอ เชื่อว่าโลกแบนเหมือนทุกคน เราคงยังกลัวการตกขอบโลกอยู่

    หากนิวตัน บอกว่าแอปเปิ้ลตกใส่หัวเป็นเรื่องของ “ความซวย” โลกนี้คงไม่รู้จักแรงดึงดูด

    หากเอดิสัน ทำตามชาวบ้านด้วยการใช้ตะเกียง เราคงไม่มีหลอดไฟ

    หากเบล นิยมส่งจดหมายและรอคอยการตอบกลับอย่างอดทนเหมือนคนทั่วไป ทุกวันนี้ เราอาจไม่มีโทรศัพท์ใช้

    และหากพระพุทธเจ้า นิยมการเสพสุขสำราญเหมือนคนอื่นเขาโดยมิพึงแสวงหาความสุขที่เหนือกว่า บัตรประชาชนของผม ยังคงมิรู้ว่าจะระบุในช่องศาสนาว่าอะไร

    ฯลฯ
     
    นี่คือบางส่วนของคนที่ไม่คิดตามคนอื่น แต่คิดบนเหตุและผล คิดบนความกล้าและความมุ่งมั่น คิดบนความสร้างสรรค์และจินตนาการ
     
     
    คนส่วนใหญ่ไม่ต่างจากหนอนที่เดินตามก้นกัน แต่คนที่พิเศษสุดเท่านั้น ที่จะเดินออกจากแถวและอยู่รอดได้จนแปลงกายเป็นผีเสื้อ !!!!
    7/10/2008

    Rubik ...

    พอดีว่าเพิ่งได้ Rubik มาอันนึง หลังจากที่มองหาอันที่หมุนดีๆ มาซักพักแล้ว จำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เคยเล่นนี่สมัยม.ปลาย...

    และด้วยความสามารถของตัวเองก็ทำได้แค่ด้านเดียวจากทั้งหมด 6 ด้าน เล่นกี่ทีๆก็ได้แค่ด้านเดียว

    คราวนี้มีโอกาสเลยเอามาลองเล่นจริงๆจังซักที .. สรุปว่าก็ได้ด้านเดียวอยู่ดี เอิ้กๆ

    แต่อย่างน้อยก็รู้สึกได้ใช้สมองขบคิดปัญหาใหญ่ๆซักข้อนึง เหมือนสมัยที่ได้โจทย์โปรแกรมมิ่งมาใหม่ๆ แล้วคิดยังไงๆก็คิดไม่ออก

    ความรู้สึกที่ใช้ความสามารถทั้งหมดที่มี แต่.. ก็คิดไม่ออก เอิ้กๆ สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เลยก็ต้องแสวงหาวิธีเฉลยจนได้ ... เอิ้กๆ

    ขอลองเล่นซักพักใหญ่ๆ... ในใจจริงๆ อยากลองดูว่า จะมี Algorithm อะไรที่สามารถนำมาคิดหากระบวนการแก้ไขได้ ... ด้วยตัวเอง

     

    ช่วงนี้ชีวิตการงานก็ราบรื่นดี มีงาน Deploy ที่ต้องใช้ความรอบคอบมากขึ้น ซึ่งขัดกับสัญชาติญาณที่เน้นความเร็วเป็นหลัก :P

    แต่ด้วยความที่ผิดไม่ได้ เลยต้องรอบคอบขึ้นเป็นทวีคูณ.. รอบคอบจน .. กลายเป็นย้ำคิดย้ำทำ  - -"

    บางครั้งทำเสร็จหมดแล้ว .. ไม่มั่นใจ กลับมานั่งเช็คใหม่ตั้งแต่ต้น .. เฮ้อ .. เสียเวลามั๊ยเนี่ย

    แถมถ้าพึ่ง Deploy ไปเนี่ย คืนวันก่อนเปิดระบบนี่ออกอาการตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก.. นอนไม่หลับซะงั้น

    แถมตอนนี้ Schedule งานเต็มไปถึงเกือบๆปลายปีเลยทีเดียว ...

     

    จริงไม่ค่อยมีเรื่องราวอะไรมาก แค่อยากเข้ามา Update นิดๆหน่อยๆพอเป็นกระไส (เขียนไงฟะ) ...

    อ้อมีอีกเรื่องนึง .. พอดีว่ารถมีซีนกระจกไม่สนิท ขับเร็วๆแล้วลมเข้า เลยเอาไปทำ ทำไปทำมา ปรากฏว่าแบตเจ๊ง...

    เปลี่ยนแบตด้วย .. หมดไปเกือบเจ็ดพัน ... ><~ เส้าเลย

     

    อีกอย่างนึง ช่วงนี้รู้สึกแสบๆเคืองๆปวดๆตา (หลายอาการจังเนอะ) ... สงสัยจะต้องไปตรวจสายตาบ้างและ ไม่รู้ว่าจะเป็นไง

    แต่คิดภาพตัวเองถ้าต้องใส่แว่นไม่ออก ><~ ท่าทางจะฮา ...รึป่าว ^^

    ไปและ ว่างๆจะเข้ามาอัพเดทใหม่...

    6/5/2008

    เรื่อยเปื่อย

     

    ^^ ช่วงนี้ใช้ชีวิตได้เรื่อยๆมาก ดูไม่ค่อยได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันซักเท่าไหร่ ... แต่ก็นั่นแหล่ะ การใช้ชีวิตมันก็ไม่เห็นจะต้องทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย (รึป่าววะ)

    จำเป็นด้วยหรอที่ต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดตามที่ต้องการ ... บางมุมก็คิดว่าใช่

    แต่พอลองเปลี่ยนมุมมอง (เป็นคนละคน) ก็รู้สึกเหนื่อยๆขึ้นมาซะเฉยๆ ปล่อยให้เราทำในสิ่งที่อยากทำ ทำไปเรื่อยๆ เหนื่อยๆก็พัก

    ช่วงราวๆเกือบเดือนที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมีเหตุการณ์อะไรมากระชากให้หลุดจากวงโคจรซักเท่าไหร่

    เรื่องงาน ก็มี Crisis บางเป็นครั้งคราว ..พอให้หัวหมุนไปบ้าง

    วันก่อนก็มีนัด Meeting กับเพื่อนๆที่หาดใหญ่ ก็ขำๆดี แต่ดูเงียบเหงาไปหน่อย

    แล้วก็ไม่กี่วันที่ผ่านมาเว็บจิ๊บจิ๊บโดน Hack จากเท่าที่ดู รูสึกจะโดนทั้ง Host เลย.. ก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจาก upfile ขึ้นไปใหม่ .. ก็แค่นั้น

    วันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าไปฟังบรรยาย หัวข้อ

    Becoming a ‘Trusted Advisor’ – how to present the testing message effectively

    by Lloyd Roden, Grove Consultant.

    ตอนแรกก็นึกว่าคงเป็นอะไรที่หนักๆออกแนววิชาการๆหน่อย แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว กลับได้ข้อคิดดีๆเกี่ยวกับการไว้ใจกัน

    เพราะการที่จะให้คนที่ผิดหวังจากการไว้ใจเรานั้นกลับมาไว้ใจเราอีกครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นจะดีที่สุด

    ช่วงนี้งานเยอะ.. กำลีงรู้สึกว่ามันไม่ทันตามกำหนดการ เลยทำให้ต้องทำงานด้วยความกดดันตลอดเวลา ... เฮ้อ.......

    พอก่อนดีกว่า... เขียนตอนอารมณ์เหนื่อยๆมันหดหู่เกินไป :P

    ขอปิดท้ายด้วยข้อความเล็กๆที่อ่านแล้วชอบในความหมาย ...

     

    มันไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นการมารู้ว่าสิ่งที่คิดว่าเคยเป็นสีดำนั้นความจริงแล้วเป็นสีขาว แต่เป็นความรู้สึกในทำนองว่า

    สิ่งที่คิดไว้ว่ามีเพียงสีเดียวนั้น พอมองดูดีๆแล้วกลับพบว่ามันมีสีต่างๆซุกซ่อนอยู่

    มีทั้งสีดำ มีทั้งสีขาว

    มีทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีเหลือง

    มีทั้งสีสว่าง และสีมืด

    มีทั้งสีสวย และสีน่าเกลียด

    มองเห็นได้หลายสีเมื่อเปลี่ยนมุมมอง

    ... ตัดตอนมาจากหนังสือ เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม (Colorful by Eto Mori)

    5/22/2008

    How to Remote to Your Computer

     
    ^^ หลังจากไปพักผ่อนมาเล็กน้อยเราก็มาแนะนำวิธีต่างๆ ในการจัดการกับคอมพิวเตอร์ของคุณเมื่อคุณไม่ได้อยู่หน้าเครื่องบ้างดีกว่า ...
     
    เริ่มต้นด้วย ถ้าเราเปิดเครื่องไว้ ... และต้องการเข้ามาที่เครื่องของเราจากที่ไหนก็ได้ในโลก ที่มีอินเตอร์เน็ต(ฟังดูดีมั้ย)
     
    - Remote Desktop

    เป็นวิธีนึงที่ง่าย แทบไม่ต้องลงอะไรเพิ่มเติมเลย แค่เครื่องเราที่เปิดไว้นั้น ทำการ Enable ให้สามารถ Remote เข้ามาได้ ก็เป็นอันเรียบร้อย

    มาดูวิธี Enable Remote Desktop กัน >>>>

    ขั้นแรก คลิกขวาที่ My Computer เลือก Properties

    ขั้นที่สอง ในหน้าต่าง System Properties เลือก Tab Remote

    ขั้นที่สาม ทำเครื่องหมายถูกในช่อง "Allow users to connect remotely to this computer"

    กด OK ก็เป็นอันว่าสามารถ Remote จากเครื่องในเครือข่ายเดียวกันเข้ามาได้แล้ว

    ถ้าเครื่องที่เราต้องการ Remote เข้าไปนั้นอยู่ในวง Lan เดี๋ยวกัน ก็ใช้ IP หรือ ชื่อเครื่อง ได้เลย

    โดยตอน Remote ให้เข้าจากเครืองไหนก็ได้ ทำดังนี้ >>>>

    ไปที่ Start > All Programs > Accessories > Communications

    > Remote Desktop Connection

    เสร็จแล้ว ก็ใส่ข้อมูลดังนี้

      Computer : [ชื่อเครื่อง หรือ IP Address]

      User Name : User ที่เครื่องปลายทาง

      Password : Password ของ User ด้านบน

      Domain : ใช้ทีกรณีที่มีการ Login User แบบ Domain โดยปกติว่างไว้

      กด Connect ก็เป็นอันเรียบร้อย จอคอมปลายทางจะถูกกระชากมาทันที ^^

    remote1

      ** หมายเหตุ เครื่องปลายทางต้องเปืด(Allow) Firewall ไว้ด้วยนะ Port 3389

    แล้วคราวนี้ มีคำถามเพิ่มเติมว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในเครือข่ายเดียวกันล่ะ ? แบบเปิดเครื่องไว้ที่บ้าน แต่ตัวเราอยู่มัลดีฟส์ จะทำอย่างไร

    วิธีการก็ไม่ซํบซ้อนมากนัก ก็คือต้องตอบคำถามว่า ทำอย่างไรจึงจะรู้ IP ของเครื่องที่บ้านเราได้หว่า ?

    แน่นอน เน็ตบ้านๆอย่างที่เราๆท่านๆใช้กันอยู่นั้น ไม่มี IP ที่ถาวร เปลี่ยนไปเรื่อยๆทุกครั้งที่เน็ตตัด

    วิธีก็มีอยู่ว่า ให้เราใช้บริการของ http://www.no-ip.com/ (หรือเจ้าอื่นก็ได้) ซึ่งให้บริการที่เรียกว่า Dynamics DNS

    โดยตอนสมัครนั้นก็ตั้งชื่อ พร้อมกับเลือก Domain เรียบร้อยแล้วก็จะมี Client เล็กๆมาให้ลงที่เครื่องเรา

    ซึ่งเมื่อลงโปรแกรมและตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว (ไม่ยากหรอกขอตัดตอนเลยละกัน)

    เราก็รู้ IP เครื่องเราโดยผ่าน Domain Name ที่เราเลือกไว้ตอนสมัครบริการ Dynamic DNS นั้นเอง

    ซึ่งคราวนี้เราสามารถใส่ Address ของคอมเราแบบนี้ได้เลย  Computer : [XXX..no-ip.org]

    ก็สามารถเข้าถึงเครื่องเราจากที่ไหนก็ได้แล้ว ^^

      ** หมายเหตุ ถ้าที่บ้านใช้ ADSL ผ่าน Router ต้องทำการ Forward Port 3389 ไปที่เครื่องดังกล่าวด้วยน่อ

    ก็เป็นอันจบวิธีที่หนึ่ง

    - Logmein

    เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถเข้าเครื่องของเราจากที่ไหนก็ได้ในโลก...

    Logmein คือบริการของ Website www.logmein.com โดยเมื่อเข้าเว็บไซต์และทำการสมัคร (แบบฟรี) เรียบร้อยแล้ว

    เราก็จะได้โปรแกรมเล็กๆมาลงไว้ที่เครื่องเช่นเดียวกัน โดยโปรแกรมนี้จะเชื่อมต่อกับเว็บไว้ตลอดเวลา

    เวลาที่เราต้องการใช้งานก็เพียงแค่เข้าเว็บ www.logmein.com แล้วก็ทำการ เลือก Remote Control กลับมาที่เครื่อง

    เพียงแค่ลง ActiveX เล็กๆครั้งนึง เราก็สามารถใช้งานเครื่องเราผ่านเบราเซอร์ได้เลย ถือว่าสะดวกมากๆ ไม่ต้อง Forward Port ด้วย

    ตัวอย่าง ...

    remote4 

     remote2 remote3

    เว็บนี้ต้อง Credit นายเอ็กซ์ [SET] เลย

    - Remote to Shutdown

    ถ้าต้องการ Shutdown คอมธรรมดานั้น สามารถทำได้ง่ายๆ

    แค่คลิกขวาที่ Taskbar ด้านล่าง เลือก Task Manager แล้ว Toolbars ด้านบน เลือก Shut Down > Turn Off ก็เรียบร้อย

    แต่ถ้าต้องการ ตั้งเวลาปิดหรือ Restart มีโปรแกรมเล็กๆตัวนึงมาแนะนำ เป็น Timer Shutdown ที่ใช้งานมานานแล้ว ไม่ค่อยงอแงด้วย

    วิธีใช้ก็แค่ Double Click เปิดโปรแกรม แล้วจะเป็น Console ดำๆ เลือก Option ที่ต้องการแล้ว Enter พร้อมตั้งเวลาก็เป็นอันเรียบร้อย

    จิงๆที่ชอบใช้ตัวนี้ก็เพราะมันยังทำงานเสมอ แม้ว่าตอนนั้น User เราจะ Switch Off ไปแล้ว หน้าตาเป็นแบบด้านล่างเลย

     remote5

    - Remote Power On

    อันนี้เพิ่งได้มาสดๆร้อนๆเลย สำหรับการเปิดเครื่องเมื่อเราต้องการ

    โดย การใช้งานนั้นมีความต้องการเล็กน้อยคือ เครื่องที่เราต้องการเปิด ต้องมี Feature Wake On Lan หรือ PME ในบางยี่ห้อ

    ส่วนใหญ่มักจะมี แต่ถูก Disable ไว้ สามารถเปิดได้จาก Bios > Power Management อันนี้ Wording แตกต่างตามยี่ห้อเมนบอร์ด

    อีกข้อที่ต้องการคือต้องเสียบสาย Lan ทิ้งไว้

    การใช้งานนั้น เราจะต้องอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ด้วย เพราะเป็นการใช้ MAC Address ในการส่ง Packet ให้มันทำงาน

    เริ่มโดยการ เปิดโปรแกรม Command Promt  Execute > WOL.exe  [MAC Address]

    เช่น C:\WOL\>WOL.exe 02febb32 เป็นต้น เครื่องเราก็จะยิง Packet เล็กๆไปเปิดเครื่องปลายทาง

    ตัวอย่างเมื่อเราเอามาเขียนเป็น Batch File ไว้ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น

    remote6

    Wake On Lan นี่ Credit พี่ป๊อบ [SET] คับ

     

    หวังว่าคงเป็นประโยชน์กับใครสักคนบ้าง ^^ "

    PS. WOL.exe กับ TimerShutdown เดี๋ยวจะ Up ไว้ให้เที่ Sky Drive ของ Live นะคับ // Write by Windoes Live Writer

     

     
     
    4/28/2008

    Nothing to Say

     
    วันนี้ตื่นเช้ามากับกิจวัตรเดิมๆ คือ อาบน้ำ แต่งตัว หยิบหนังสือพิมพ์ ออกจากบ้าน แวะกินข้าว แล้วก็เข้า Office
     
    แต่ก็จะมีแตกต่างกันเล็กน้อยก็ตอน กินข้าวไปได้คำนึงพี่ที่ทำงานก็โทรมาว่าระบบมีปัญหา (อีกแล้ว - -"~)
     
    กินต่ออีกคำพี่อีกคนก็โทรมา สรุปว่าเช้านี้ก็ไม่ได้กินข้าวไปโดยปริยาย... รีบเข้าที่ทำงานไปตามระเบียบ...
     
    กว่าจะแก้ไขเบ็ดเสร็จก็เกือบๆเก้าโมง ดีนะที่ฝากพี่เค้าซื้อของกินมานิดหน่อยช่วยประทังชีวิตไปได้ครึ่งวัน
     
    ตอนเที่ยงวันนี้ก็มีอะไรพิเศษเล็กน้อยคือการได้ออกไปเลี้ยงฉลองจากการที่ระบบ Live มาได้ประมาณ 6 เดือน..
     
    ผ่านช่วง Season มาด้วยบาดแผลเพียงเล็กน้อย (อันนี้ยืมคำพูดพี่ PM มาอีกที ^^) เลยได้ไปกิน Fuji กันที่ The Mall
     
    จากนั้นก็ขึ้นมาทำงาน บ่ายวันนี้ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ เพราะมัวแต่เตรียมงานช่วงที่จะลาพักร้อน ไว้ให้คนอื่นๆทำงานต่อได้
     
    กับลงโปรแกรมเตรียมตัวทำ Biztalk เผื่อไว้ วันนี้ก็ไม่ได้อยู่มืดอีกตามเคย ด้วยอารมณ์และร่างกายที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย....
     
     
     
    วันนี้ตอนกลับบ้าน อยู่ก็ไม่ได้เลี้ยวกลับในทางประจำที่ถนนโล่งๆ แต่ด้วยอะไรก็ไม่รู้ เลยจงใจที่จะเลี้ยวเข้าถนนที่รู้ๆอยู่ว่ารถติด
     
    บรรยากาศที่ฝนตกปอยๆ นั่งเปิดวิทยุที่เลือกมาแต่เพลงเศร้าๆ รถติด.. ไปไหนไม่ได้ มีอะไรก็ไม่รู้ที่อยู่ๆโผล่มาให้คืดเยอะแยะไปหมด...
     
    สำหรับคนบางคนเค้ารู้สึกดี แต่ไม่แสดงออกก็เรื่องนึง แต่ในทางกลับกันบางคนที่เค้ารู้สึกแย่ แต่ไม่แสดงออกอาจจะน่าหนักใจมากกว่า
     
    แบบว่าอยู่ๆไม่รู้แบคทีเรียตัวไหนกระเด็นเข้ากระแสเลือดทำให้คิดว่า.. เราจะรู้ได้ไงว่าใครสักคนรอบข้างเราไม่ได้รู้สึกแย่กับการกระทำของเรา ?
     
    เลยมานั่งพิจารณาการกระทำของตัวเองหลายๆอย่างว่าอะไรควร อะไรไม่ควร ... คิดไปคิดมา เหนื่อย งง สับสน ... พอก่อนดีกว่า ..
     
    บรรยากาศสองสามวันนี้ ไม่ดีเลย ไม่เหมาะแก่การอยู่คนเดียวอย่างยิ่ง ><~~~~~
     
    แต่อีกสองวันก็ได้หยุดยาวแล้ว เพราะลาพักร้อนไว้รวมๆแล้วก็หยุด  1-7 พ.ค. ตอนแรกก็กะว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนที่ลาดกระบัง
     
    แต่เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วทางด้านเศรฐกิจ (ว่าไปนู่น) ทำให้เพื่อนๆไม่ว่างไปกัน (จนได้) ...
     
    เลยแผนสองที่แอบประชุมกันอย่างลับๆ ว่าจะไปหาแม่ที่สุราษฎร์ฯ แล้วก็จะเอารถแม่ตลอนๆแถวนั้นสักสี่ห้าวัน ...
     
    พอแค่นี้ก่อน..สำหรับวันนี้อารมณ์หดหู่เกินกว่าจะเขียนอะไรดีๆได้
     
     
    PS. Zone (ทำไม่ไม่เล่าดีๆวะ ต้องมาเขียนใส่ PS. ตลอดเลย)
    - ได้ข่าวมาจากเจ้าตัวว่า (พี่)ฝนมีแฟนแล้ว ... ^^
    - ไว้ว่างๆจะมาเล่าว่าทำไมถึงเกิด Crisis วันนี้ โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นสาเหตุที่ค่อนข้างไร้สาระ(มาก)
    - เพิ่งเปลี่ยนแบตโน๊ตบุคไป (4900 ฿) แพงดีจัง
    - เหนื่อย...
     
     
    4/8/2008

    When We do The Project

    ไม่มีอะไรหรอกแค่ว่างๆจากการนั่งดู Process EOD เลยเอา Clip ตอนไร้สาระๆ ช่วงทำโปรเจคมาให้ดูกัน
     
    เร็วจริงๆเนอะ แป๊บๆ ก็ทำงานมาครบปีแล้วว เพื่อนๆที่ซิ่วไปก็จบกันแล้ว ^^
     
    เชิญรับชม ^^
     
        
     
    3/26/2008

    Days

     
    พอดีช่วงนี้ได้อ่านหนังสือบางเล่ม ดูหนังบางเรื่อง บวกกับเรื่องราวของคนอื่นที่ผ่านหูผ่านตาเข้ามาราวกับรู้ว่าควรจะโพล่มาให้ได้ยินตอนนี้
     
    แล้วก็นานมากๆๆๆแล้ว ที่ไม่ได้ขีดเขียนข้อความที่ไม่ต้องคอยตรวจสอบความถูกผิด เขียนมาเพราะจินตนาการ ไม่ใช่ความรู้
     
    เรื่องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามา ทำให้ชวนคิดถึงการดำเนินชีวิตในยุคซึ่งคำว่า "โลกาภิวัฒน์" แทบจะไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว
     
    การดำเนินชีวิตของ "คน" ที่เริ่มถูกเทคโนโลยีและสังคมเข้าครอบงำ ...
     
    คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ค่อยๆกลายเป็นสิ่งจำเป็นในเวลาชั่วพริบตา
     
    การดำเนินชีวิตที่มีแต่ความเร่งรีบ อย่างกับห้านาทีที่พักหายใจจะทำให้ใครตายงั้นล่ะ
     
    ตื่นตอนเช้าไปเบียดเสียดกันบทท้องถนน 
     
    มีบ้าน แต่กลับต้องไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆใจกลางเมือง
     
    ซื้อรถราคาเป็นล้าน เพื่อขับไปวิ่งในลู่วิ่งแคบๆที่ฟิตเนส 
     
    ฯลฯ
     
    มีกี่ครั้งที่ทำอะไรที่อยากทำ... แต่อาจจะไม่ควรจะทำ...
     
    สุดท้าย อย่าทำให้ตัวเองเป็นปลวก... ที่กัดแทะไม้ไปวันๆ ตายไปก็มีตัวอื่นมาแทะต่อ... เราเป็นอะไรได้มากกว่านั้น ว่ามั๊ย
     
     
    3/11/2008

    Windows Crash by : a347bus.sys

     
    พอดีว่ามีเพื่อนท่านนึงได้เอาคอมพิวเตอร์มาให้ซ่อม เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เลยเอามาเก็บไว้เป็น Case Study ไว้หน่อย เผื่อจะมีใครเจอปัญหาแบบเดียวกัน
     
    (ซึ่งไม่น่าจะมี เอิ้กๆ) เริ่มเลยละกัน
     
    อาการขั้นแรกเกิดจากว่า เปิดเครื่องมาปุ๊บแล้ว พอถึงขั้นตอนการโหลดเข้า Windows XP (ที่เป็น Logo แล้วมีแถบสีฟ้าวิ่งๆด้านล่าง) พอผ่านหน้านี้ไป ก็เงียบเลย
     
    รอซักพักใหญ่ๆ ก็ยังเงียบอยู่ หลังจากประชุมกันอย่างลับๆ(กับใครวะ..) ก็เลยสรุปได้ขั้นต้นว่าวินโดว์เจ๊ง - -" ... 
     
    มาดูวิธีแก้ไขกัน ขั้นตอนแรกหลังจากเข้าวินโดว์ไม่ได้ก็คือ ลงวินโดว์ใหม่ เอ้ย ไม่ใช่ๆ คือการเข้า Safe Mode (กด F8 ก่อนโหลดเข้า Windows)
     
    เมื่อเข้า Safe Mode รอบแรก ขณะที่กำลังโหลด System file ก็มี ข้อความขึ้นมาว่า ให้กด ESC เพื่อทำการ Cancel การโหลดไฟล์ a347bus.sys
     
    ซึ่งรอบแรกก็ไม่ได้กดอะไร รอซักพักอาการก็เหมือนเดิม คือจอมืดๆนิ่งไปเลยย
     
    รอบต่อมาลอง Restart ใหม่ แล้วลอง Cancel เพื่อ ไม่โหลดไฟล์ a347bus.sys ปรากฏว่ารอไปประมาณ 5 นาที ก็เข้า Safemode ได้
     
    (ไอเราก็ว่างเนอะ นั่งรอได้) เมื่อเข้า Safemode ได้ อันดับแรกที่ลองคือ ลอง ใช้ System Restore ย้อนเครื่องกลับไปประมาณเดือน มกราคม
     
    ปรากฏว่า ไม่สำเร็จ และหลังจากที่ลองค้นหาด้วย Google ดูแล้ว พบว่าไฟล์ปัญหา (a347bus.sys) เป็นไฟล์ของโปรแกรม Alcohol 120%
     
    ซึ่งก็ไม่สามารถ Uninstall ใน Safemode ได้.. แย่จริงๆ ต่อมาลองเข้า Device Manager ก็พบว่ามี driver ตัวนึง Error
     
    คือ "Plug and Play BIOS Extension" ลอง Update Drivers ก็ไม่สำเร็จ ... หลังจากใช้ความพยายามอยู่ 3 วัน (ประมาณวันละ ครึ่งชม.)
     
    ก็ได้วิธีแก้ไขแล้ว โดยเข้า Safemode แล้วไป Device Manager หาตัวที่ Error เลือก Disable มันซะ เพื่อไม่ให้มันโหลด
     
    หลังจากนั้น restart ก็จะพบว่า .. เข้า windows ตามปกติได้แล้ววว  แล้วก็แน่นอน.. อย่างแรกที่ต้องทำคือ Uninstall Alcohol 120%  ออกก่อน
     
    สุดท้ายก็เป็นอันเสร็จพิธี .. สรุปว่าน่าจะเป็นเพราะ File Driver ของเจ้า Alcohol 120% เจ๊ง... เลยทำให้ Windows บูตไม่ขึ้นไปด้วยย
     
    ^^
     
     
    2/27/2008

    All About Feb 08

     

    ช่วงที่ผ่านมาก็มีหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นแล้วก็ลืมไปบ้างเหมือนกัน (แล้วจะพูดทำไม - -")

    เริ่มจาก ช่วงวันที่ 14-15 ได้ไปเทรนเกี่ยวกับ Message ของ SWIFT ทางด้านการซื้อขายและส่งมอบหลักทรัพย์ เป็นคอร์สภาษาอังกฤษ

    ค่าแทรนก็แพงอยู่ สองวันใช้ไป 460 Euro หุหุ ไม่รู้ได้กลับมาคุ้มรึป่าว :P ก็เทรนที่รร.แลนมาร์คตรงสุขุมวิท มีรูปมาประกอบเล็กน้อย

    Swift2

    หลังจากไปเทรนได้สองวัน อาทิตย์ถัดมาก็ลางานทั้งอาทิตย์ไปรับรับปริญญา จริงๆก็ซ้อมไม่กี่วันหรอก แต่ก็กลัวเหนื่อยๆด้วย

    เดี๋ยวกลายเป็นว่าซ้อมก็ไม่ค่อยได้เรื่อง ไปทำงานเหนื่อยๆก็ไม่ดี เลยลาเลยดีกว่า อิอิ ออกแนวอยากพักๆด้วยพอดี ^^

    18022008(001)-horz

    ข้างบนนี้เป็นรูปตอนซ้อม ซ้อม 11 โมงถึง หกโมงกว่าโดยไม่ได้กินอะไรเรย หิวมากๆเลย เดี๋ยวเรื่องรับปริญญาค่อยอัพกันอีกทีเน้อ

    ตอนนี้ก็กลับมาทำงานแล้ว (พูดเหมือนได้ปิดเทอมเลย) งานเยอะแยะมากมายเลย

    ครั้งนี้คงไว้แค่นี้ก่อน เดี๋ยวคงได้อัพอีกทีเร็วๆนี้ พร้อมรูปรับปริญญาเน้อ ^^

    PS. ครั้งนี้ Up Space ด้วย Window Live Writer พร้อมกับทำรูปด้วย PhotoScape ถ้ามีเวลาเราค่อยมีทำ Review เจ้าโปรแกรมสองตัวนี้กัน ^^

    2/3/2008

    Unlucky Night

     
    เมื่อวาน (02/02/2008) ได้มีโอกาสพาตากับยาย ไปกราบพระศพสมเด็จพระพี่นางฯ มาด้วยย
     
    ก็ไปกันตอนบ่ายๆ แดดร้อนมากมาย แต่การที่แดดร้อนก็มีข้อดีของมันคือ ทำให้เราได้รูปท้องฟ้า ที่ฟ๊าฟ้าโดยไม่ต้องพึ่ง CPL ... ^^ (คุ้มกันมั๊ยเนี่ย...)
     
    ตอนบ่ายๆก็มีไปกินอะไรกันเล็กน้อย... ก่อนที่ตอนเย็นๆ วิปจะโทรมานัด (แบบงงๆ) ว่าเดี่ยวขึ้นมาแล้วไปหาอะไรกินกัน ไอเราก็ไปแบบงงๆ
     
    แวะรับวิปแล้วก็ไปเจอกับ เหมือน สตางค์ เก๋ เดี่ยว ตุ ที่ร้านกินดื่ม แถวๆพระอาทิตย์กินกันอยู่พักใหญ่ๆก็เป็นอันว่าเค้าจะไปต่อกันที่บริคบาร์ แต่เราก็ขอชิ่ง
     
    เนื่องจากเอารถมากินไม่ค่อยอร่อย ^^ ก็เลยกะว่าแวะไปส่งน้องเหมือนแล้วก็กลับบ้าน แต่ว่า... พอกลับมาถึงรถ .. รถเจ้ากรรมก็ดันสตาร์ตไม่ติด
     
    จังหวะแรกเปิดประตูด้วย Remote ก็ไม่ได้เลยสันนิษฐานก่อนเลยว่ากุญแจต้องมีปัญหาแน่ๆเลย (เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว) ก็เลยะว่ากลับบ้านไปเอากุญแจสำรองมาลองดู
     
    เลยนั่งแท๊กซี่ไปส่งเหมือน เสร็จจะกลับบ้านพอส่งเหมือนเสร็จก็ดันนึกขึ้นได้ว่า .. กุญแจบ้านอยู่ในรถนี่หว่า .. โอ๊ย !! พระเจ้า กรูต้องนั่งรถกลับไปเอากุญแจบ้านอีกใช่มั๊ยเนี่ย...
     
    แต่ก็ไม่มีทางเลือก หลังจากไปเอากุญแจบ้านที่รถแล้วก็ไปเอากุญแจรถที่บ้าน (อ๊ะ ฟังดูงงๆมะ ) ก็กลับมาถึงรถที่ถนนพระอาทิตย์ตอนตีหนึ่งนิดๆ
     
    ก็เลยลองเปิดประตูกับ Remote อีกอันดู ปรากฏว่า แง่วววว... ไม่ติด และขณะที่นั่งๆเซงอยู่ประมาณห้าวิ ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวาย เลยออกมาดูก็เจอ
     
    วัยรุ่นสองกลุ่มทะเลาะกัน.. ก็ไม่ได้สนใจ แต่อีกแป๊บนึงก็มีเสียงดัง   ปัง !! แล้วก็มีเสียงอื่นๆตามมาอีกมากมาย .. ตอนนั้นก็คิดในใจว่า
     
    เฮ่ย.. นี่กรูยิ่งเซงๆอยู่ว่ารถสตาร์ถไม่ติดยังต้องมาคอยหลบห่ากระสุนอีกหรอวะเนี่ย... อันนี้ในใจนะเลยมีหยาบคายบ้าง เอิ้กๆ
     
    หลังจาตำรวจมาก็คลี่คลายไป กลับมาสู่ปัญหาของตัวเองต่อ .. แล้วจะทำไงกะรถล่ะทีนี้ .. หลังจากที่ได้ประชุมร่วมกับตัวเองแล้ว ได้ข้อสรุปว่า
     
    น่าจะเป็นที่แบตมั้งลองหาใครช่วยพ่วงละกัน เลยเริ่มมองๆหาคนช่วยพ่วงแบต แต่ตอนั้นเกือบๆตีสอง ใครจะมาช่วยวะ ลองเรียกแท๊กซี่สองสามคันก็ไม่ได้ผล
     
    มีคนแนะนำให้ลองโทรไปที่ 1644 สวพ.91 (ตอนขับรถไม่เคยคิดจะฟังอ่ะ คนเรา... )
     
    พอลองโทรไป (เหมือนจะได้ออกอากาศด้วย กร๊ากๆๆ) ไม่ถึงห้านาทีก็มีพี่แท๊กซี่คนนึงมาช่วยย เค้าก็ช่วยพ่วงแบต แต่ตอนกำลังจะพ่วงก็มีพี่อีกคนขี่จักรยานมา ย้ำว่าขี่จักรยาน ....
     
    ก็มาช่วยๆกัน ตอนนั้นในใจคิดเลยว่า คนไทยใจดีมีเยอะจริงๆ ก็ช่วยทำกันอยู่พักนึงพอรถสตาร์ถติดพี่แท็กซี่ก็ไป เราก็ให้เงินเค้าเล็กน้อยเป็นสินน้ำใจ ... เหลือพี่ที่ขี่จักรยามาช่วย
     
    (ลืมบอกว่าเค้าฟังวิทยุผ่านมือถือ) เค้าก็ช่วยดูต่อให้ว่าจะได้ไม่ดับกลางทาง แต่ๆๆ มันเริ่มรู้สึกแปลกๆ เมื่อเค้าขอเงินไปซื้อน้ำกลั่นมาเติมรถซึ่งร้านเค้าไม่ขายก็คือซื้อไม่ได้
     
    แต่ตัง 100 นึงทีเค้าเอาไปก็ไม่คืน (แต่ในใจก็กะว่าจะให้เค้าอยู่แล้ว)  ไม่เพียงแค่นั้นตอนจะเสร็จแล้วเค้าก็มายืนข้างๆเบาะ ไอเราก็ได้ยินเสียงแกรกๆ
     
    หันไปดูคือเจอว่าเค้าจำลังจะหยิบ ถุงใส่เหรียญที่วางอยู่.. เลยเอ่ะใจแปลกๆ แถมยังภพูดอีกว่า "ถุงเหรียญอะไรไม่รู้วางอยู่ " 
     
    พร้อมถึงนึกได้ว่าเค้าพยายามจะให้เราไปซื้อน้ำกลั่นเอง ทั้งๆที่สตาร์ถรถทิ้งไว้ แต่โชคดีว่าเราได้ไปเพราะเห็นว่ารถสตาร์ถอยู่ ..เฮ้อ เกือบไปแล้วว
     
    แถมตอนจะออก ยังเคาะกระจกถามว่าในรถมีน้ำกินไปขอตังซื้อน้ำหน่อย ..
     
    ตอนนั้นทนไม่ไหวก็เลยบอกไปว่า "ตังค่าซื้อน้ำเมื่อกี้ร้อยนึงยังไม่ได้คืน อันนั้นผมให้พี่" .. แล้วขับออกมาเลย ... ก็สรุปว่าถึงบ้านตอนตีสามม ... เอิ้กๆ
     
    เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนไทยดีๆที่มีน้ำใจยังมีอีกเยอะ ไม่ได้หายากอย่างที่หลายๆคนบอกไว้
     
    แต่บางครั้งโจรในคราบนักบุญก็ยังมีให้เห็นเหมือนกัน ... ระวังไว้บ้างก็ดี
     
    แนะนำว่าถ้าเป็นผู้หญิงกลับบ้านนอนดีกว่า. ค่อยกลับมาเอารถวันอื่นเห้อ..
     
    เฮ้อ.. ไปทำบุญหน่อยดีกว่ามั๊ยเนี่ย.... ไอเดี่ยวพาซวยแน่ๆเลย
     
    PS. ขอบคุณแท๊กซี่คันนั้นด้วย ไม่ได้ถามชื่อแต่จำได้คุ้นๆว่าทะเบียน มง 4755 สีเขียวเหลือง (มั้ง)
     
    PS2. ตอนรอคนมาช่วยพ่วงแบตนี่ ฝนตกอีกตังหาก เปียกด้วย...  - -"
     
    1/29/2008

    Karnjanaburi with SWIFT Thailand

     
    เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ไปเที่ยว... เอ๊ะ หรือไปทำงาน ... ที่กาญจนบุรีมา
     
    อันเนื่องมาจากว่า สมาคมเพื่อการสื่อสารสากลระหว่างธนาคาร (แห่งประเทศไทย)  ได้จัดทริปขึ้นไปพักผ่อนที่จังหวัดกาญจนบุรี
     
    เลยได้มีโอกาสไปร่วมทริปนี้ เพราะมีโอกาสที่จะต้องดูแล SWIFT ต่อในอนาคตอันใกล้นี้
     
    ทริปนี้ก็ได้ไปกับพี่ในฝ่ายหนึ่งคน กับพี่ User อีกคนนึง รวมเป็น 3 คนที่เป็นตัวแทนของศูนยรับฝากหลักทรัพยแห่งประเทศไทย
     
    เริ่มออกเดืนทางโดยรถบัส จากธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ (ตรงอารีย์) ประมาณ 7 โมงเช้า ซึ่งที่แรกที่ได้แวะ คือ
     
    โรงถ่ายภาพยนตร์เรื่อง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งอันที่จริงก็มีการแจ้งมาแล้วว่าแดดจะร้อนมากแต่ด้วยความเปรี้ยว หมวกเหมิกก็ไม่ได้เอามา
     
    แต่มันจะดำไปกว่านี้มั๊ยเนี่ย เอิ้กๆ ... อันที่จริงถ้าได้ดูหนังมาก่อน่าจะตื่นตาตื่นใจกว่านี้ แต่แค่นี้ก็มีอะไรให้ถ่ายเยอะเหมือนกัน (จริงๆตั้งใจไปถ่ายรูป)
     
    ก็เดินเล่นอยู่ในโรงถ่ายพักใหญ่ๆ ถ่ายรูปไปนิดหน่อยเพราะต้องทำเวลา เนื่องจากเวลามีจำกัด
     
    ต่อมาก็ไปกินข้าวเที่ยง ดูพิพิธพันธ์สงครามเล็กน้อย และก็ตรงไปยังที่พัก คือ The Legacy River Kwai Resort
     
    ตอนแรกก็คิดว่าพักผ่อนเฉยๆ แต่แล้วเค้าก็มีกิจกรรมสันทนาการเล็กน้อย ซึ่งก็จับกลุ่มเปลี่ยนไปๆมา
     
    ปรากฎว่ากลุ่มสุดท้าย ที่จะเป็นกลุ่มถาวรนี่มีแต่พี่ๆที่ดูแล้วน่าจะเป็นระดับบริหารทั้งนั้นเลยย.. เลยทำเอากิจกรรมที่เหลือ แทบจะนั่งตัวลีบตลอดเลย
     
    ก็ตอนเย็นมีกิจกรรมเล็กน้อยให้ส่งตัวแทนไปร้องเพลง ... แน่นอนธีศิษฎ์ชิ่งก่อนเพื่อน เอิ้กๆ
     
    คืนแรกก็ผ่านไป ที่นี่ไม่ได้เก็บภาพห้องพักไว้ เพราะรู้สึกว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลยอย่า review ดีกวา
     
    วันอาทิตย์ ก็ตื่นเช้าไปกินอาหารเช้าของ resort สายๆก็ออกจากที่พัก แวะทานเข้าวเที่ยงบนแพล่องไปล่องมาอยู่แป๊บนึง
     
    ก็ไปต่อที่วัดถ้ำเสือ ซึ่งอันที่จริงจะมีวัดไทยกะวัดจีนอยู่ติดกัน แต่ด้วยเวลาอันจำกัดเลยไปวัดไทยได้อย่างเดียว...
     
    และสุดท้ายเดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯก็ทุ่มนึงได้ เหนื่อยมากมายยย
     
    ยัง... ยังไม่จบ..................................
     
    หลังจากมาถึงบ้านก็เอารถออกไปเอาผ้าที่ร้าน ขากลับก็ขับมาในซอยแถวๆบ้าน
     
    ขณะที่ขับๆอยู่ ก็มีรถมอเตอร์ไซค์กำลังจะแซงแท็กซี่สีชมพูคนนึง แล้วทันใดนั้นแท็กซี่คันนั้นก็ดันจะแซงคันข้างหน้าเหมือนกัน
     
    เลยกลายเป็นว่า แท็กซี่เบียดมอเตอร์ไซค์ล้มไปเลย แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อแท็กซี่มันไม่ยอมจอด
     
    ไอเราก็เห็นมอไซค์เค้าพอจะลุกขึ้นได้ วิญญาณความยุติธรรมก็เข้าสิง "เฮ่ย มันทำงี้ได้ไงวะ ชนแล้วหนีนี่หว่า" งี้ต้องแจ้งตำรวจ
     
    เลยรีบเหยียบตามมันไป แต่ก็เนื่องจากซอยเล็กบวกกับมีลูกคลื่นเยอะและรถสวนมาเยอะมาก ทำให้ห่างจากแท็กซี่ไปซักระยะ
     
    พอถึงสามแยกก็เห็นว่ามันเลี้ยวซ้าย เลยตามไปด้วยความเร็วสูง(แต่ไม่มาก เพราะมันอยู่ในซอย เอิ้กๆ)
     
    หลังจากตามมาซักแป๊บ ก็ทันแท๊กซี่สีชมพู ก็กดมือถือจะโทรออก แต่ทันใดนั้นก็เห็นว่า เฮ่ยมันมีสีชมพูสองคันติดกันอ่ะ แล้วคันไหนล่ะนั่นน่ะ
     
    - -" เมื่อกี้ตอนชนก็กลางคืน ไฟก็มืดๆ แถมตามมาห่างๆ สุดท้ายรู้สึกผิดจริงๆ ไล่ตามมาตั้งนานช่วยไรไม่ได้เลย รู้งี้จอดรถลงไปดูเค้าดีกว่า ... เนอะ...
     
    และแล้ว Weekend เราก็หมดไปอย่างรวดเร็ว....
     
     
    PS. รู้สึกว่าเล่าเรื่องขับรถได้ละเอียดกว่าไปกาญฯอีกแฮะ
     
    PS2. จะรับปริญญาแล้ว เดี๋ยวจะเอากำหนดการมาลงอีกทีนะ (จะมีใครไปมั๊ยเนี่ย) 
     
     
    1/25/2008

    Webservice # 2

     
    อ๊ะ มาเรื่อง Webservice กันต่อดีกว่า ก่อนที่จะลืมไปหมดเหมือนทุกๆครั้งไป เอิ้กๆ
     
    เพิ่มเติมจากครั้งก่อนหน่อยนึง ว่าถ้าเครื่องเรายังไม่ได้ลง IIS ไว้ ก็จะไม่สามารถสร้างโปรเจคแบบ Webservice ได้
     
    การติดตั้ง IIS นั้นก็ง่ายนิดเดียวเลย
     
    เข้า Control Panal > Add or Remove Programs
     
    เสร็จแล้วตรงแถบด้านซ้ายจะมี ICON  Add/Remove Windows Components กดเลยครับ
     
    หลังจากนั้นจะมีอีกหน้าต่างขึ้นมา ติ๊กเพิ่มที่ IIS แล้วถ้าจะให้ดี กด Detail เข้าไป Add FTP Service ข้างในไว้ด้วยเลย
     
    เสร็จแล้วก็ทำตามขั้นตอน (Next ๆ ไป ) อาจจะมีเรียกแผ่น Windows เล็กน้อยก็ให้ๆเค้าไป ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการลง IIS
     
    เมื่อสร้างโปรเจค Webservice  ได้แล้ว (ได้จริงๆซักที อุปสรรรคเยอะจิง - -")
     
    ซึ่งตอนสร้างก็จะมีให้ใส่ Path ของ Project ไว้เรียกใช้ จำไว้นิดนึงก็ดี
     
    พอได้โปรเจคมาแล้ว จะมีไฟล์ต่างๆมาให้ 2-3 ไฟล์
     
    หลักๆที่เราต้องสนใจเลย คือไฟล์ Service1.asmx เมื่อเปิดมา (เปิดแบบ View Code)
     
    เลื่อนมาดูด้านล่าง จะมี Code ส่วนหนึ่งถูก Commment ไว้
     
    ลองเอา Comment ตรงส่วนที่นี้ออก

    [WebMethod]

    public string HelloWorld()

    {

     return "Hello World";

    }

    แล้วลอง Build ดู

    เสร็จแล้ว ลองเข้า URL จาก IE ได้เลย เช่น http://localhost/Webservice1/Service1.asmx  [สมมติว่าชื่อโปรเจคคือ Webservice1]

    ลองเข้าที่ Hello World แล้วกด Invoke เลย ถ้ามี ผลลัพธ์เป็น Hello World ล่ะก็ แสดงว่า Webservice อันแรกของเราสำเร็จแล้ว

    ต่อมา เราก็แค่สร้าง Function ใหม่ โดยมี [WebMethod] อย่าบรรทัดด้านบน ก็จะได้ Service อันต่อมา

    ซึ่ง ผลลัพธ์ของ Service นั้นๆก็คือผลลัพธ์จากการ Return ของ Function นั้นๆเอง :P

    วันนี้พอแค่นี้ล่ะ เดี๋ยวขึ้นไปงานปีใหม่ของ IT ก่อนล่ะ ไปลุ้นรางวัลซะหน่อย อิอิ

    1/18/2008

    Webservice # 1

     
    ช่วงนี้ดึง CR (Change Request) บางส่วนกลับมาทำเอง ไม่ได้ส่งไปให้ MFEC ทำเพื่อความรวดเร็ว
     
    หลังจากที่ดึงมาทำเองสองสามอันที่ผ่านมา ก็เป็น .NET ล้วนๆ และค่อนข้างเน้นไปบ้าง Batch Process ซึ่งก็ทำงานตอนสิ้นวัน เท่านั้น
     
    แต่ตอนนี้ดึงงานที่ต้อง Connect กับหน้าเว็บที่เป็น Struts ด้วยมีรับ MSG จาก Webservice
     
    เรื่องก็เลยเกิดขึ้น เมื่อต้องการ Test ให้ใกล้เคียง Service จริงๆ เลยจะสร้าง Webservice ขึ้นมาที่เครื่องตัวเองด้วย (หลังจากเขียน Function Simulate
     
    XML อยู่นาน แต่หลังๆรูปแบบของ Message มันเริ่มเยอะ จนไม่อยากเขียน Simulate เยอะ เลยจะลองสร้างเป็น Webservice แล้ว Put XML ลงไปเลย)
     
    เริ่มต้นก็ต้องสร้าง Webservice Project ก่อน แต่พอสร้างปั๊บก็ติดปัญหาเลย พบ Error คือ
     
    "Visual Studio .NET has deteced that the specified web server is not running ASP . NET version 1.1 .... "
     
    สาเหตุมาจาก เครื่องที่ทำงานดันลง MS Studio 2003 ก่อน แล้วลง IIS ทีหลัง ทำให้ MS Studio ไม่รู้จักตัว Server
     
    แก้ไขได้โดยการ Register IIS ใหม่ โดยการ
     
     - เปิด Start > Run
     
     - พิมพ์ cmd > OK
     
     - เข้าไปที่ PATH C:\WINDOWS\Microsoft.NET\Framework\v1.1.4322>
     
     - พิมพ์คำสั่ง aspnet_regiis -i 
     
    น่าจะเป็นอันเรียบร้อย ลองไปสร้าง Project Webservice อีกครั้งน่าจะได้
     
    หมายเหตุ ตรง Path ของ .NET Framework อาจเปลี่ยนแปลงได้ตาม version ที่ใช้
     
    พอสร้าง Prject ได้แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาดูกันต่อว่าจะทำยังไง ...
    12/25/2007

    A Part of Dec

    ตอนนี้ห้าทุ่มกว่า ...  เพิ่งกลับมาจาก เมเจอร์รัชโยธินได้ซักแป๊บนึง .. ไม่ได้ไปดูหนังหรอก แต่วันนี้มีงานเลี้ยงเล็กๆ
     
    ที่ทาง MFEC เค้าจัดแล้วเค้าชวนทางเราไปด้วยก็ไปโยนโบว์ลิงกระชับมิตรกันนิดหน่อย .. จนเพิ่งกลับมาถึงเอาป่านนี้
     
    พูดถึงโบว์ลิ่งเนี่ยก็ไม่ได้โยนมานานมากกกกก ครั้งสุดท้ายที่จำได้คือโยนที่ภูเก็ตกับน้า (ไปโยนไกลดีมะ) ซึ่งวันนั้นซัดไป
     
    7-8 เกมส์ ได้ เลยเบื่อโบว์ลิงไปอีกนานเลย
     
    แต่วันนี้ไปถึงก็โชว์ความเฮง ด้วยการโยนครั้งสุดท้ายของเกมส์ที่พี่เค้าเล่นทิ้งไว้ แล้วทำ Strike สามครั้งรวด เอิ้กๆ
     
    แต่หลังจากใช้ดวงไปจนหมดที่เหลือก็เลยเล่นงูๆปลาๆตามน้ำไปอีกสามสี่เกมส์ ^^
     
    และก่อนจบ เราก็มี Clip Video การโยนโบว์ลิงของพี่เอก ที่ได้รางวัลด้วย (ล้มไป 6 พินแน่ะ ฮ่าๆ)
     
    PS. ในวิดีโอนี่ตอนหลังไม่ได้ตั้งใจเซ็นเซอร์นะคับ :P
    PS2. หวังว่าจะยังไม่สายเกินไปที่จะบอกว่า Merry Christmas !! นะคร้าบบบบบ
     
     
     
     
     
    12/7/2007

    P a a i

     
    :) เพิ่งจะไปเที่ยว " ปาย" มาอ่ะ ทริปนี้รู้สึกดีมากมาย....
     
    เริ่มจากชิ่งออกจากที่ทำงานตอนสี่โมงครึ่ง :P กลับบ้านเอาของแล้วออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยรถทัวร์รอบทุ่มนึง เกือบๆได้เวลาเพื่อนแกนก็ทำตื่นเต้นเล็กน้อยด้วยการ
     
    ที่อีกสิบห้านาทีรถออกแต่แกนยังอยู่สถานีสยาม - -" คืนแรกก็นอนบนรถทัวร์ไปถึงเชียงใหม่ประมาณ ตีสี่ครึ่ง แวะล้างหน้าล้างตากินข้าวกันเล็กน้อย + เคลียร์งานที่ฝากพี่ที่ทำงานไว้
     
    (ทำกันตอนตีห้าครึ่งนี่แหล่ะ ><~~)  เสร็จแล้วประมาณหกโมงครึ่งก็ขึ้นรถตู้ไปปาย ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่งก็เดินทางถึงปาย จำนวนโค้งที่ผ่านนี่ไม่ต้องนับกันเลยทีเดียว
     
     
    วันแรกเริ่มด้วย เช่ามอเตอร์ไซค์ 4 คัน สำหรับ 7 คน แวะเข้าที่พักกันเล็กน้อย .. ก่อนออกมาไหว้พระที่วัดพระธาตุแม่เย็น .. จิบกาแฟที่ All about Coffee .. และไปนั่งเล่นที่บ่อน้ำพุร้อน
     
    มาถึงวันแรกก็มีเรื่องตื่นเต้นอีกเช่นกันเมื่อวิวมันสวยจัดจนเพื่อนกรูโดดลงไปในทุ่งนาซะงั้น - -" และก็วิวสวยอีกเช่นกันเล่นเอาพี่ก้องลงไปนั่งเล่นกลางถนน แต่ทุกอยางก็ผ่านไปได้ด้วยดี.. ^^
     
    นั่งเล่นบ่อน้ำร้อนซักพักใหญ่ๆก็กลับเข้าที่พักกัน อาบน้ำซักเล็กน้อยตอนบ่ายๆ ก่อนที่อากาศจะหนาวไปมากกว่านี้ เสร็จเรียบร้อย เย็นๆก็ออกไปลุยกันต่อ ..  เริ่มด้วยอาหารเย็นที่ร้านบ้านปาย
     
    ทีตอนแรกกะว่ากินกันนิดหน่อยรองท้อง แล้วเดี๋ยวไปหาอะไรเดินกินกันต่อ แต่พอเอาเข้าจริงตอนสั่งอาหารที่ ไม่ได้นิดหน่อยเลย กินกันซะอิ่มเลย แทบจะกินอย่างอื่นไม่ไหว ..
     
    กินเสร็จก็ออกไปเดินเล่น ที่ดูไปดูมาปายก็คล้ายข้าวสารมากขึ้นเรื่อยๆ  ... เดินเล่นกันพักใหญ่ๆก็ซื้ออะไรมานั่งกินกันที่ที่พัก ก่อนนอนก็มีปล่อยโคมกันเล็กน้อย
     
    แต่ก่อนปล่อยก็กินเบียร์ไปหน่อยนึง ทำเอาถ่ายโคมแทบไม่ทันเลย - -"  อ้อ คืนแรกพักที่ บ้านเนินเขาวิวปาย
     
     
    วันที่สองเริ่มจากกตื่นมาแปดโมงได้มั้ง ยังไม่มีใครลุกเลย ก็เลยเปรี้ยวขี่มอไซค์ออกมาถ่ายรูปใกล้ๆ แต่ด้วยความหนาวจัดไปไหนได้ไม่ไกล เลยไม่ค่อยได้รูปเช้านี้ ...
     
    พอสายหน่อยก็เข้ามาในเมืองหาอะไรกินวันนี้เริ่มด้วยร้าน เค้กโกโอ ที่เหมือนจะได้ยินมาว่าอะหร่อยมาก แต่ดูเหมือนทุกคนจะลงความเห็นว่าไม่เวิร์คเหอะๆ
     
    โดยเฉพาะวิปที่มาถึงไม่สนใจอะไรเลย พี่แกสั่งก่อนเลย มัฟฟินสามชิ้น - -" ถึงแม้ว่าคนละรสแต่ดูแล้วไม่ต่างกัน ของเรามื้อนี้เป็น มอคค่าร้อน + ขนมปังชีส + ไวค์ช็อคชีสเค้ก
     
    กินเรียบร้อยก็ตามด้วยหาที่พักใหม่สำหรับคืนที่สอง สรุปไปลงตัวที่ ปาย ริเวอร์ไซต์ เป็นบ้านริมน้ำอีกบรรยากาศนึง  วันนี้ไม่ได้ทำอะไรมาก หลังจากย้ายของกันมาเรียบร้อย
     
    นั่งเล่น อาบน้ำ บ่ายๆก็ออกไปกินกาแฟที่ร้าน Coffee in Love ซึ่งต้องออกนอกเมืองไปหน่อย แต่ด้วยยความเปรี้ยวเพราะว่าเมื่อวานไม่หนาวเท่าไหร่ เลยใส่ไปแต่เสื้อยืด
     
    เอาเข้าจริงใส่เสื้อยืมขับมอไซค์หนาวสุดจะบรรยาย ><~~ ร้านนี้เป็นอีกร้านนึงที่ไม่ผิดหวัง กาแฟรสชาติใช้ได้แต่ที่สำคัญคือบรรยากาศดีมากๆ มองเห็นทุ่งนาสุดสายตา
     
    ฉากหลังเป็นภูเขา แสงอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้า ... รู้สึกดีมากมาย กลับมาจากร้านกาปฟ ก็เดินเล่นต่อในเมืองอีกเล็กน้อง หาของฝากกันเล็กน้อย
     
    แล้วคืนนี้ปิดท้ายด้วยการไปดื่มกันเล็กน้อยที่ร้าน Phu-pai ก่อนกลับที่พัก แต่ที่พักคืนที่สองดันใช้เสียงไม่ได้ ก็เลยนั่งกระซิบกันอยู่ในห้องซักพัก - -" ก่อนแยกย้ายกันไปนอน
     
     
     
    วันที่สามตื่นเช้ามาเจ็ดโมงครึ่งได้มั้ง ก็เรียกๆดูแล้วไม่มีใครตื่น (จริงๆก็เรียกพี่ก้องคนเดียวอ่ะ) เลยออกไปเดินเลานถ่ายรูปเล็กน้อย :) ... ก่อนจะกลับมาอาบนำ เก็บของ
     
    แวะร้าน All about Coffee อีกซักรอบก่อนขึ้นรถกลับเชียงใหม่ แล้วก็ขึ้นรถทัวร์กลับกรุ่งเทพฯ ตามลำดับ ถึงกรุงเทพฯ วันที่ 4 ประมาณ  4.30 น. เป็นอันจบทริปสั้นๆ ที่มีรู้สึกดีมากมาย
     
    Trip's Detail
     
    ค่าเดินทาง : รถทัวร์ไป - กลับ ~ 1300 ฿  / รถตู้ชม. - ปาย ~ 300 / ค่าเช่ามอไซค์ ~ 140 ฿ / Day
     
    ค่าที่พัก : ~ 600 / คืน
     
    รวมโดยประมาณ  : 3000++  ฿ / คน
     
     
     
    11/14/2007

    Take a Rest

     
    หลังจากไม่ได้อัพมาหลายวันเลย วันนี้อารมณ์กำลังได้เลยขออัพซะหน่อยดีกว่า
     
    มีเรื่องเยอะแยะมากมาย มาเริ่มกันที่เรื่องแรกก่อน
     
    อาทิตย์ที่ผ่านมา ได้หนีการทดสอบ BCP (เดี๋ยวจะบอกทีหลังว่าคืออะไร) ไปเที่ยวเกาะช้างกับน้ามา จริงๆทริปนี้เป็นแบบอะไรที่ไม่ได้ตั้งตัวเลย
     
    น้าโทรมาชวนล่วงหน้าประมาณอาทิตย์นึง จากนั้นก็ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปได้มั๊ย เพราะรับปากพี่ที่ Office ว่าจะเข้ามาดูเค้าทดสอบ BCP ให้
     
    แต่แล้วด้วยความอยากพักบวกกับคิดว่ามันไม่ค่อยน่าจะมีอะไร เลยตัดสินใจบอกน้าว่าจะไปด้วย ก็เย็นวันศุกร์แล้ว
     
    การเดินทางเริ่มจาก นัดเจอน้าและเพื่อนๆที่ทำงานน้า ตอนตีหนึ่งของคืนวันศุกร์ ที่กรมขนส่งฯ ตรงจตุจักร โดยพึ่งรู้ตอนมาถึงนี่แหล่ะ ว่ามีรถตู้ Resort มารับ
     
     

     

    ออกตอนทางตอนตีหนึ่งกว่าๆ มาถึงท่าเรือเฟอร์รี่ ตอนประมาณเกือบๆ หกโมง เรือเที่ยวแระมี หกโมงครึ่ง เลยมีเวลาเดินเล่นกับกินกาแฟเล็กน้อย

    จากนั้นก็ไปที่ห้องพัก ฮ่าๆ ก้าวแรกที่เห็นนะ ก็... โอ้ ห้องสวยมากๆเลย มีสระว่ายน้ำส่วนตัว มีอ่างอาบน้ำแบบ Open ตกแต่งได้ดีมาก

    จนคิดว่าถ้ามาเองจะได้พักห้องแบบนี้มั๊ยเนี่ย ... :)

     

     หลังจากกินอาหารเช้าก็พักผ่อน แล้วสายๆก็ออกไปดำน้ำ ที่เกาะหมาก ไปโดยสปิดโบท ใช้เวลาประมาณ 50 นาที ถึงเกาะหมากเพื่อแวะกินข้าวเที่ยง เสร็จแล้วก็ไปดำน้ำต่อ

    ทั้งหมดไปดำน้ำแค่สองจุด เพราะเวลามีไม่เยอะ แต่เท่าที่ดำน้ำมาที่นี่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ประการังไม่เยอะสภาพก็ไม่ค่อยสมบูรณ์ แต่ก็ช่วยให้จิตใจสงบขึ้น จากเสียงคลื่นที่ไม่มีอะไรเจือปน

       

     กลับมาจากดำน้ำประมาณสามสี่โมง ก็นอนเล่นพักผ่อนก่อนกินข้าวเย็น แล้ววันนี้ก็หลับไปแต่หัวค่ำ เพราะไม่ค่อยได้หลับบวกกับ คืนวันศุกร์กลับจาก office ก็ไปเข้าไปสี่ทุ่มกว่าแล้ว

    เช้าวันต่อมาก็ ตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น เพราะนอนไปโครตเยอะเลย หลังจากกินอาหารเสร็จก็ออกไปน้ำตพกัน เสียดายว่าน้ำน้อยไปหน่อย ถ้าน้ำมากกว่านี้อีกนืดก็คงดี

    หลังจากเก็บข้าวเก็บของเสร็จประมาณบ่ายสาม ก็ออกเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยรถของ resort เหมือนเดิม ถึงกรุงเทพฯประมาณ สามทุ่มกว่าๆ กลับบ้าน นอน

     เป็นอันจบเสาร์อาทิตย์ ที่ถือว่าได้ชาร์ตพลังเล็กๆน้อยๆ  อ้อ ลืมบอกไปว่า ทริปนี้ไปพักที่ Siam Beach Resort

     


    หลังจากไปเที่ยวมาแระ คราวนี้มีสาระบ้างดีว่า .. จากที่ติดค้างไว้เมื่อกี้ ว่าโดดการทดสอบ BCP ไป มาดูว่า BCP คืออะไร

    BCP คือ Business Continuity Plan เป็นการทดสอบของตลาดหลักทรัพย์ ร่วมกับ Broker ต่างๆเพื่อซักซ้อมหากเกิดเหตุการณ์ต่างๆซึ่งมีผลให้การดำเนินการ

    ของตลาดหลักทรัพย์สะดุดลง การซักซ้อมครั้งนี้เป็นการจำลองประมาณว่า อาคารตลาดหลักทรัพย์ตรงติดศูนย์ประชุมสิริกิตย์ไม่สามารถทำงานได้ จึงต้องมีการซักซ้อมว่า

    ถ้าย้ายระบบทั้งหมดมาทำงานที่อาคาร วตท.ที่ North Park สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ แต่เนื่องจากระบบที่ดูอยู่ ทำงานที่ North Park เป็นหลักอยู่แล้ว

    จึงไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่ถ้าทดสอบว่า อาคารฝั่ง North Park ล่มละก็ คงยุ่งหน้าดู ^^

     

    เพื่อนๆเป็นไงกันบ้างหว่า ไม่ค่อยได้ติดต่อใครเลยหวังว่าทุกคนคงสบายดีนะ

    PS . Next Trip : ปายยย 30-1-2-3

    PS2. กำหนดการรับปริญญาออกแล้ว ประมาณเดือนกุมภาฯ เดี๋ยวจะมาแจ้งให้ทราบอีกทีคร้าบบบ ^^

     

     

     
    9/21/2007

    Bug's Life

     
    ตอนนี้ ตีสองเกือบๆ ตีสาม
     
    เพิ่งอาบน้ำเสร็จ หลังจากกลับมาถึงบ้านตอน ตีสองกว่าๆ
     
    กำลัง Remote เข้าไปรัน EOD ที่ Server ที่ทำงาน
     
    ฝนกำลังตก อากาศเย็นสบาย
     
    ทำงานเกินเที่ยงคืนติดกันเป็นอาทิตย์ที่สอง
     
    อยากเขียนสเปซมาหลายวันแล้ว แต่ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง เรื่องราวที่อยากเล่ามันหายไปหมดเลย
     
    อีกเดือนเดียว PTI ก็ Live แล้ว
     
    เคยมีความรู้สึกว่าทำงานหนักไปมั๊ย ... แต่ถ้าคิดอีกมุม มันเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ ที่เข้ามาในช่วงสำคัญของ โปรเจคใหญ่ขนาดนี้
     
    ได้มองมุมมองของ System analyst  ไล่ Code ในแนว Programmer  Config งานของ System
     
    Test ตามการใช้งานจริงของ User , Support ในลักษณะ Helpdesk , Run งานตามหน้าที่ของ Operation
     
    วันนี้เป็นวันสุดท้ายของ IWT#2 พรุ่งนี้คงไม่ต้องอยู่ดึกขนาดนี้ ... หวังว่านะ เพราะร่างกายเริ่มเหนื่อยล้าเหลือเกิน...
     
    หวังว่าทุกคนสบายดีนะ ...